หน้าหลัก

 
คิดดี ทำดี
กล้องดิจิตอล
วิธีการถนอมดวงตา
เรื่องกล้วย ๆ แต่ไม่กล้วย
ตาบอดจากต้อกระจก
หัวเราะบำบัด...อา อา อา
มันสมอง
หลับสบาย...ท่าไหนดี
ไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
ทุกข์
ปัญญา สัมมาทิฏฐิ
สติ
ไวรัสคอมพิวเตอร์
การคิด
วิธีคิด
ดูแล..หัวใจ
น้ำ..หล่อเลี้ยงชีวิต
นิ้วล็อก"ไม่ธรรมดา"
สมองซีกซ้าย-ขวา
การทำสมาธิ
สเปคคอม..ประหยัดคุ้มค่า
กำลังใจ
ความโกรธ
อะเสวะนา จะ พาลานัง
ปัณทิตานัญจะ เสวะนา
วัณโรค
ความต้องการ
ปูชา จะ ปูชะนียานัง
ความสำเร็จในงาน
ความสามารถในงาน
ความสามารถในตนเอง
ความสามารถฯใช้ความคิด
ความสามารถฯดำรงชีวิต
ปัญหาและการตัดสินใจ
ตรวจสอบน้ำผึ้งแท้
ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ
คาระโว จะ
นิวาโต จะ
ไข้หวัดใหญ่ฯ 2009
เศรษฐกิจพอเพียง
วิธีหาความสุข
อาหารสมอง
ประวัติเพลงชาติไทย
ข้าวกับพระมหากษัตริย์ิ
ประวัติข้าว
ประวัติจักรยาน
การต่อสู้ในชีวิต
ขันตี จะ มีความอดทน
โสวะจัสสะตา เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย
อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
มีบุญวาสนามาก่อน
คุณค่า
เครื่องตัดหญ้า
การกราบพระรัตนตรัย
ผู้ชี้ขุมทรัพย์
โรคภูมิแพ้
สติ...บำบัด
เคล็ด(ไม่)ลับ...สุขภาพดี
ผลกระทบที่เกิดจากฮอร์โมน...เปลี่ยนแปลง
 
 

hit counter

ข้าว

พระราชดำรัสเกี่ยวกับข้าวและชาวนา

".. ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปีประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อย ๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก.."

กระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (2536)

 

 

" ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมี ความยากลำบากอยู่ มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่าง ๆ ด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้น เมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วควรปลูกพืชอื่น ๆ บ้างเพราะ จะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่ใช่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป"

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ผู้นำกลุ่มชาวนา เมื่อ พฤษภาคม 2504
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2

 

 " เวลานึกถึงทำไมมีข้าวมาก ราคาข้าวก็ตก ก็น่าจะเป็นการดีที่มีข้าวมาก พวกเราที่บริโภคข้าวก็จะได้ซื้อข้าวในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่าข้าวที่บริโภคทุกวันนี้ ราคาก็ยังแพงเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องหาเหตุผล ทำไมแพง ข้าวที่บริโภคแพง และข้าวที่ชาวนาขายถูก... เข้าไปหากลุ่มชาวนา ถามเขาว่าเป็นอย่างไร เขาบอกว่าแย่ ข้าวราคาถูก ก็ถามเขาว่า ยุ้งฉางมีหรือเปล่าที่จะเก็บข้าว เขาบอกว่ามี ก็เลยเห็นว่าควรที่จะเก็บข้าวเอาไว้ก่อน หลังจากที่ข้าวล้นตลาด แต่ว่าไม่ทันนึกดูว่า ทำไมเขาเก็บข้าวไม่ได้ แม้จะมียุ้งฉาง ก็เพราะเขาติดหนี้ เหตุที่ติดหนี้ก็คือ เสื้อผ้าเหล่านั้นหรือกะปิ น้ำปลา หรือแม้กระทั่งข้าวสารก็ต้องบริโภค ถ้าไม่ได้ไปซื้อที่ตลาด หรือร่วมกันซื้อ ก็คงเป็นพ่อค้า หรือผู้ที่ซื้อข้าวเป็นผู้นำมา อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้าวถูก  ... ข้าวเปลือกถูก แล้วก็ทำให้ข้าวสารแพง คือว่าชาวนาทำนาไปตลอดปี ก็ต้องบริโภค เมื่อต้องบริโภคก็ต้องเอาสิ่งของ ต้องไปติดหนี้เขามาสำหรับหาสิ่งของบริโภค แล้วก็เอาเครื่องบริโภคก็ได้รับบริการอย่างดีที่สุดจากผู้ที่มาซื้อข้าว บอกว่าไม่ต้องเอาข้าวมาเดี๋ยวนี้ เวลาได้ผลแล้วก็จะเอา แต่ว่าเอาสิ่งของมาให้แล้วก็เชื่อ ของนั้นก็มีราคาแพง เพราะว่านำมาถึงที่ ข้าวที่เวลาได้แล้วจะขายก็ต้องขายในราคาถูก เพราะว่าเขามักรับถึงที่ อันนี้เป็นปัญหาสำคัญถ้าจะแก้ปัญหานี้ ก็จะต้องแก้จุดนี้ ต้องแก้ด้วยการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกันและอาจจะต้องตั้ง หรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่ม แล้วก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วไปพยายามสีเองหรือให้ผู้แทนของตัวสี ก็ผ่านมือเพียงผู้ที่ผลิต ผู้ที่สี และผู้ที่บริโภค ก็ตัดปัญหาอันนี้ (คนกลาง) ลงไป "

พระราชดำรัส ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวัน เสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2514
จากหนังสือ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 6-7

 

พระราชดำรัสเกี่ยวกับข้าวและชาวนา

"ธนาคารข้าว... ให้ มีคณะกรรมการควบคุม ที่คัดเลือกจากราษฏรในหมู่บ้าน เป็นผู้เก็บรักษา พิจารณาจำนวนข้าวที่จะให้ยืมและรับข้าวคืน ตลอดจนจัดทำบัญชีทำการของธนาคารข้าว ราษฎรที่ต้องการข้าวไปใช้บริโภคยามจำเป็นให้คงบัญชียืมข้าวไปใข้จำนวนหนึ่ง เมื่อสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้แล้วก็นำมาคืนธนาคาร พร้อมด้วยดอกเบี้ย (ข้าว) จำนวนเล็กน้อยตามแต่ตกลงกัน ซึ่งข้าวซึ่งเป็นดอกเบี้ยดังกล่าวก็จะเก็บรวบรวมไว้ในธนาคาร และถือเป็นสมบัติของส่วนรวม...ราษฏรต้องร่วมมือกันสร้างยุ้งที่แข็งแรง ทั้งนี้หากปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้ จำนวนข้าวที่หมุนเวียนในธนาคารจะไม่มีวันหมด แต่จะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้น และจะมีข้าวสำหรับบริโภคตลอดไปจนถึงลูกหลาน ในที่สุดธนาคารข้าวจะเป็นแหล่งที่รักษาผลประโยชน์ของราษฎรในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งอาหารสำรองของหมู่บ้านด้วย"

ทรงพระราชทานแนวทางดำเนินงานธนาคารข้าวแก่ราษฎรชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2519
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 8

 

"ในอนาคต...ข้าวไร่มีบทบาทมากเพราะไม่ต้องใช้น้ำมาก และอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ สำหรับพวกข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ให้เป็นพืชเสริมสำหรับแปรรูป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวเขาและเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง"

กระแสพระราชดำริ เมื่อเสด็จทอดพระเนตรแปลงทดลองข้าว ณ สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 13

 

"...ในสมัยปัจจุบัน อาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูก ก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกรรม..." 

พระราชดำรัส พระราชทาน แก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม ณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2521
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2

 

"แต่จะเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆ อย่างนี้ทำไม จะดึงเมฆนี่ให้ลงมาได้ ก็เคยได้ยินเรื่องทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้"

จาก หนังสือ "ใต้ร่มพระบารมี" 20 ปี กปร. หน้า 44

 

" ไม่จำเป็นต้องส่งเสริมผลผลิตให้ได้ปริมาณสูงสุดแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการสิ้นเปลืองค่าโสหุ้ย และทำลายคุณภาพดิน แต่ควรศึกษาสภาวะการตลาดการเกษตร ตลอดจนการควบคุมราคาผลิตผลไม่ให้ ประชาชนได้รับความเดือนร้อน" 

จาก หนังสือ "ใต้ร่มพระบารมี" 20 ปี กปร. หน้า 66

 

" ทฤษฎีใหม่เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประชาชน มีกิน แบบตามอัตภาพ คือ อาจไม่รวยมากแต่ก็พอกิน ไม่อดอยาก"

"... หลักมีว่า แบ่งที่ดินเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่สำหรับปลูกข้าว อีกส่วนสำหรับปลูกพืชไร่ พืชสวน และมีที่สำหรับขุดสระน้ำ "

จาก หนังสือ "ใต้ร่มพระบารมี" 20 ปี กปร. หน้า 45

 

"ข้าว" เป็นอาหารประจำวันของคนกว่าครึ่งโลก ประเทศจีนและอินเดีย เป็น 2 ประเทศ ที่ถือเป็นแหล่งผลิตข้าวที่ใหญ่ที่สุด ผลิตได้มากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณข้าวทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคในประเทศ ส่วนประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก คือ ประเทศไทยของเรานี่เอง
ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ประชากรไทยกว่าร้อยละ 60 เป็นเกษตรกร ส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นพืชหลัก ประเทศไทยส่งออกข้าวมากที่สุดในโลกกว่า 5 ล้านตันต่อปี
แต่ในช่วงระยะเวลานี้ ประเทศไทยและคนไทยกลับต้องเผชิญปัญหาวิกฤติเรื่องข้าวอย่างที่ไม่เคยประสบมา ก่อน นั่นคือ ข้าวมีราคาแพงมาก เรื่องนี้มีผลกระทบทั้ง 2 ด้าน กล่าวคือ ในด้านผู้บริโภคย่อมจะได้รับความเดือดร้อนกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ในด้านชาวนาผู้ปลูกข้าว ย่อมจะได้รับผลดีที่สามารถขายข้าวได้ราคาดี ชาวนาทั้งหลายต่างมีความหวังว่าถ้าปีหน้าข้าวยังคงมีราคาดีอย่างนี้ คงจะได้ลืมตาอ้าปาก หมดหนี้หมดสินในคราวนี้
เมื่อประสบปัญหาวิกฤติเรื่องข้าว ทำให้ต้องย้อนระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงทุ่มเทพระราชกรณีกิจในเรื่องข้าว และชาวนามาเป็นเวลายาวนาน โดยในเรื่องราคาข้าวนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเคยมีพระราชดำรัสไว้ตอนหนึ่งว่า
" ...เวลานึกถึงทำไมมีข้าวมาก ราคาข้าวก็ตก ก็น่าจะเป็นการดีที่มีข้าวมาก พวกเราที่บริโภคข้าวก็จะได้ซื้อข้าวในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่าข้าวที่บริโภคทุกวันนี้ ราคาก็ยังแพง เป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องหาเหตุผล ทำไมแพง ข้าวที่บริโภคแพง และข้าวที่ชาวนาขายถูก...” พระราชดำรัสดังกล่าว แสดงถึงความห่วงใยทั้งชาวนาผู้ปลูกข้าวและประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้บริโภค ข้าว
ในปัจจุบัน ความสำคัญของข้าวได้ถูกกระแสโลกาภิวัตน์บดบังไป จนกระทั่งคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความรู้และไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องข้าว เท่าใดนัก มีแนวโน้มว่าที่ดินในการเพาะปลูกข้าวลดน้อยลง โดยภาคอุตสาหกรรมได้ซื้อที่นาไปทำโรงงาน สนามกอล์ฟ บ้านจัดสรร และรีสอร์ตต่าง ๆ ชาวนาได้ทิ้งถิ่นฐานไปทำงานในเมืองกันมากขึ้น ภาวะโลกที่ร้อนขึ้นทำให้เกิดความแห้งแล้ง ประกอบกับปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่เป็นระบบ ทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณลดน้อยลง ทรงมีพระราชดำรัสแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับความเพียงพอของข้าวสำหรับบริโภคใน ประเทศ ว่า
"...ข้าวต้องปลูกเพราะอีก 20 ปี ประชากรอาจจะเป็น 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ เราต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ คนไทยต้องมีข้าว แม้จะสู้ข้าวต่างประเทศไม่ได้เราก็ต้องปลูก..."
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานแนวทางว่า ต้องทำทุกวิถีทางให้ชาวนามีข้าวพอกิน ให้การทำนาเป็นอาชีพที่มีรายได้แน่นอนสามารถลืมตาอ้าปากได้ เป็นการสร้างมิติใหม่ยกระดับชีวิตชาวนาไทยให้มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้น สมกับเป็นผู้ปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งประเทศและส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุข ประหนึ่งว่าทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของพระองค์เอง ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า
"...ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมีความยากลำบากอยู่มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่าง ๆ ด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้นเมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วควรจะปลูกพืช อื่น ๆ บ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้อีกไม่ใช่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกาก พืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้นเหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป..."
นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังทรงให้ความสำคัญกับการบำรุงขวัญของชาวนา โดยทรงให้จัดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ขึ้นก่อนจะเริ่มฤดูการผลิตเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่พืชพรรณต่าง ๆ เพื่อความเจริญแห่งพืชผล และเป็นการบำรุงขวัญและจิตใจแก่เกษตรกร ให้มีความมั่นใจในการเพาะปลูก พร้อมทั้งเตือนให้เกษตรกรเริ่มการเพาะปลูก ได้แล้ว ดังพระราชดำรัสที่ว่า "...ชาวเกษตรกรทั้งหลายย่อมทราบดีว่าความเป็นมงคลนี้สำคัญยิ่งในการปฏิบัติ งานของการเกษตร เพราะว่าเกษตรกรย่อมต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ ที่จะทำให้การเพาะปลูกหรือกิจกรรมของตนมีความผาสุกก้าวหน้าได้ การที่ทำอะไรที่เป็นมงคลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้เกิดกำลังใจ เพราะว่าคนเราถ้าร่วมจิตร่วมใจกันก็เกิดเป็นพลังอย่างสูง..."
สำหรับคนไทยนั้น ข้าวเป็นยิ่งกว่าอาหาร เพราะข้าวเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน จนเกิดเป็นวัฒนธรรมข้าวขึ้น เพราะความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของคนไทยมีพื้นฐานอยู่กับข้าว บางคนกินข้าวเสร็จก็จะยกมือไหว้ขอบคุณแม่โพสพที่ให้ชีวิตแก่เรา ที่ให้เรามีข้าวกินเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เหนือสิ่งอื่นใด ชาวไทยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระวิสัยทัศน์อันยาวไกล ทรงเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจคอยพระราชทานแนวทางต่าง ๆ อยู่เสมอ ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า เมืองไทยจะต้องดำรงความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ชาวนาไทยต้องอยู่ได้ ประชาชนต้องมีข้าวบริโภคเพียงพอ และข้าวจะเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติสืบไป*

 

ที่มา : มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

*สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา

 
Top!
Top!