หน้าหลัก

 
คิดดี ทำดี
กล้องดิจิตอล
วิธีการถนอมดวงตา
เรื่องกล้วย ๆ แต่ไม่กล้วย
ตาบอดจากต้อกระจก
หัวเราะบำบัด...อา อา อา
มันสมอง
หลับสบาย...ท่าไหนดี
ไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
ทุกข์
ปัญญา สัมมาทิฏฐิ
สติ
ไวรัสคอมพิวเตอร์
การคิด
วิธีคิด
ดูแล..หัวใจ
น้ำ..หล่อเลี้ยงชีวิต
นิ้วล็อก"ไม่ธรรมดา"
สมองซีกซ้าย-ขวา
การทำสมาธิ
สเปคคอม..ประหยัดคุ้มค่า
กำลังใจ
ความโกรธ
อะเสวะนา จะ พาลานัง
ปัณทิตานัญจะ เสวะนา
วัณโรค
ความต้องการ
ปูชา จะ ปูชะนียานัง
ความสำเร็จในงาน
ความสามารถในงาน
ความสามารถในตนเอง
ความสามารถฯใช้ความคิด
ความสามารถฯดำรงชีวิต
ปัญหาและการตัดสินใจ
ตรวจสอบน้ำผึ้งแท้
ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ
คาระโว จะ
นิวาโต จะ
ไข้หวัดใหญ่ฯ 2009
เศรษฐกิจพอเพียง
วิธีหาความสุข
อาหารสมอง
ประวัติเพลงชาติไทย
ข้าวกับพระมหากษัตริย์ิ
ประวัติข้าว
ประวัติจักรยาน
การต่อสู้ในชีวิต
ขันตี จะ มีความอดทน
โสวะจัสสะตา เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย
อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
มีบุญวาสนามาก่อน
คุณค่า
เครื่องตัดหญ้า
การกราบพระรัตนตรัย
ผู้ชี้ขุมทรัพย์
โรคภูมิแพ้
สติ...บำบัด
เคล็ด(ไม่)ลับ...สุขภาพดี
ผลกระทบที่เกิดจากฮอร์โมน...เปลี่ยนแปลง
 
 

hit counter

"โสวะจัสสะตา"

เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย

คนว่าง่าย คือ ใคร?

คนว่าง่ายสอนง่าย คือ คนที่อดทนต่อคำสั่งสอนได้ เมื่อมีผู้รู้แนะนำพร่ำสอนให้ ตักเตือนให้โดยชอบธรรมแล้ว ย่อมปฏิบัติตามคำสอนนั้นด้วยความเคารพอ่อนน้อม ไม่คัดค้าน ไม่โต้ตอบ ไม่แก้ตัวโดยประการใดๆ ทั้งสิ้น

คนบางคน อดทนอะไรได้สารพัด ทนแดดทนร้อน ทนความลำบากตรากตรำ ป่วยไข้ไม่สบายแค่ไหนก็ไม่เคยบ่น แต่ทนไม่ได้เมื่อมีใครมาแนะนำสั่งสอนตักเตือน จะเกิดความรู้สึกคับแค้น โต้ตอบหักล้างขึ้นมาทันที เพราะเขามีเชื้อหัวดื้อ ว่ายากสอนยากอยู่ในตัว

หากว่าเดิมเป็นคนโง่อยู่แล้ว ก็สุดแสนจะเข็น

หากว่ามีความฉลาดอยู่บ้าง ก็แสนจะตะบึงตะบัน

กลายเป็นคนอัมพาตทางใจ รับคุณความดีจากใครไม่ได้

ดังนั้น เราจงมาเป็นคนว่าง่ายสอนง่ายกันเถิด(เป็นคนวินิจฉัยถูก)

 

ลักษณะของคนว่าง่าย คนว่าง่ายสอนง่ายมีลักษณะที่สังเกตได้อยู่ 11 ประการ คือ

1.ไม่กลบเกลื่อนเมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือน ไม่แก้ตัว ไม่บิดพลิ้ว ยอมรับฟังด้วยความเคารพ

2.ไม่ยอมนิ่งเฉยเมื่อถูกตักเตือน พยายามปรับปรุงแก้ไขปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น

3.ไม่มีจิตเพ่งคุณเพ่งโทษผู้ว่ากล่าวสั่งสอน คือไม่คอยจับผิดท่านแต่รับฟังโอวาทด้วยดี

4.เอื้อเฟื้อต่อคำสอนและต่อผู้สอนเป็นอย่างดียิ่ง คือทำให้ผู้สอนมีเมตตาเกิดกำลังใจที่จะสอนต่อๆ ไปอีก ยอมทำตามคำสอนนั้นและเชื่อฟังผู้สอนอย่างดี

5.เคารพต่อคำสอนและต่อผู้สอนเป็นอย่างดีิยิ่ง ตระหนักดีว่าผู้ที่เตือนคนอื่นนั้น นับว่าเสี่ยงต่อการถูกโกรธมาก ดังนั้นการที่มีผู้ว่ากล่าวตักเตือนเรา แสดงว่าเขาจะต้องมีคุณธรรม มีความเสียสละ มีความเมตตาปรารถนาดีต่อตัวเราจริงๆ จึงต้องมีความเคารพต่อคำสอนและตัวผู้สอนเป็นอย่างดียิ่ง

6.มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอย่างดียิ่ง ไม่แสดงความกระด้าง กระเดื่องโอหัง คิดว่าตนเองดีอยู่แล้ว เก่งอยู่แล้ว

7.มีความยินดีปรีดาต่อคำสอนนั้น ถึงกับเปล่งคำว่า สาธุ สาธุ สาธุ รับฟังโอวาทนั้น คือดีใจอย่างยิ่งว่าท่านกรุณาชี้ข้อบกพร่องของเราให้เห็น จะได้รับแก้ไข เหมือนท่านชี้ขุมทรัพย์ให้ จึงเปล่งว่าขอบคุณไม่ขาดปาก

8.ไม่ดื้อรั้น คือไม่ดันทุรังทำไปตามอำเภอใจทั้งๆที่รู้ว่าผิด แต่ทำไปตามความถูกต้อง เมื่อผิดก็ยอมแก้ไขปฏิบัติไปตามสมควรแก่ธรรม

9.ไม่ยินดีในการขัดคอ ไม่พูดสวนขึ้นทันที มีความประพฤติชอบเป็นที่พอใจ เป็นที่ปราถนา

10.มีปกติรับโอวาทเอาไว้ดีเยี่ยม ตั้งใจฟังทุกแง่ทุกมุมไม่โต้ตอบยิ่งไปกว่านั้นยังปวารณาตัวไว้อีกว่า ให้ว่ากล่าวสั่งสอนได้ทุกเมื่อ เห็นข้อบกพร่องของตนเมื่อใดก็ให้ตักเตือนได้ทันที

11.เป็นผู้อดทน แม้จะถูกว่ากล่าวสั่งสอนอย่างหยาบคายหรือดุด่าอย่างไรก็ไม่โกรธ อดทนได้เสมอ เพราะนึกถึงพระคุณของท่านเป็นอารมย์

 

ลักษณะคนว่าง่ายสอนง่าย 3 ประการ

1.รับฟังคำสั่งสอนด้วยดี ไม่กลบเกลื่อน ไม่แก้ตัว ไม่เถียง ไม่ขัดคอ ไม่โต้ตอบ ไม่จ้องจับผิดท่าน วินิจฉัยได้ถูก

2.รับทำตามคำสั่งสอนด้วยดี ไม่ดื้อรั้นดันทุรัง ไม่รีรอ ไม่อิดออดกระบิดกระบวน

3.รับรู้คุณผู้สอนอย่างดี ไม่โกรธ ไม่คิดลบหลู่คุณท่าน อดทนได้แม้ถูกว่ากล่าวสั่งสอนโดยหยาบคาย ไม่ว่าผู้สอนนั้นจะ

-เป็นผู้ใหญ่กว่า ซึ่งเราทำใจยอมรับได้ง่าย

-เป็นผู้เสมอกัน ซึ่งเราทำใจยอมรับได้ยากขึ้น

-เป็นผู้น้อยกว่า ซึ่งเราทำใจยอมรับได้ยากที่สุด

 

ประเภทของคนว่าง่าย

โดยทั่วไปเรามักเข้าใจกันว่า คนที่เชื่อฟังผู้อื่น ไม่เถียง ทำตามที่ท่านสั่งสอน คือคนว่าง่าย ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะคนที่มีลักษณะดังกล่าวยังอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ตามสาเหตุที่ทำให้้เป็นคนว่าง่ายนั้น ดังนี้

 

1.ว่าง่ายเพราะเห็นแก่ได้ คือคนที่เห็นแก่อามิสรางวัล จึงว่าง่าย เช่น ลูกเชื่อฟังพ่อแม่้เพราะอยากได้มรดก ลูกน้องเชื่อฟังเจ้านายเพราะอยากได้รางวัล พวกนี้เป็นคนว่าง่ายเทียม จัดเป็นพวก คนหัวประจบ

2.ว่าง่ายเพราะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง คือไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่ว่ามีความคิดเป็นของตนเอง ใครบอกให้ทำอะไรก็ทำ ชวนเรียนหนังสือก็เรียน ชวนไปเที่ยวก็ไป ชวนดื่มเหล้าก็ดื่ม ชวนเล่นการพนันก็เล่น ชวนไปวัดก็ไป ดึงไปไหนก็ไปด้วย เป็นพวกที่เรียกกันว่า คนหัวอ่อน เป็นคนว่าง่ายเทียมอีกเหมือนกัน จัดเป็นพวก คนโง่

3.ว่าง่ายเพราะเห็นแก่ความดี คือคนที่ยึดถือธรรมะเป็นใหญ่ เห็นแก่ธรรมจึงว่าง่าย ต้องการปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น เมื่อมีผู้ว่ากล่าวตักเตือนชี้ข้อบกพร่องให้จึงพร้อมรับฟังด้วยดี ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ใหญ่กว่า หรือเด็กกว่าก็ตาม จัดเป็นพวก คนว่าง่ายที่แท้จริง

 

เหตุแห่งความว่ายาก เหตุแห่งความว่ายากสอนยาก มีอยู่ 16 ประการ คือ

1.มีความปรารถนาลามก เช่นอยากรวยจึงไปค้ายาเสพติด เล่นการพนัน ใครห้ามก็ไม่ฟัง อยากได้ยศได้ตำแหน่งสูงๆ จึงทับถมเพื่อนร่วมงาน กลัวเขาได้เกินหน้า ใครตักเตือนก็ไม่ฟัง

2.ชอบยกตนข่มท่าน หลงตัวเองว่าวิเศษกว่าคนอื่น ไปถึงไหนๆก็คิดแต่ว่าตนเก่ง ใครๆก็สู้เราไม่ได้ ทำให้เกิดความทะนงตน ดื้อ ใครเตือนก็ไม่ฟัง

3.มีนิสัยมักโกรธ พอมีใครเตือนใครสอนอะไรก็โกรธขึ้นมาทันที พอเตือนครั้งสองครั้งก็มีอาการขึ้นมาทีเดียว "รู้แล้วน่ะ มาพูดเซ้าซี้อยู่ได้ เดี๋ยวไม่ทำเลย" แล้วก็หน้าหงิกหน้างอ หน้านิ่วคิ้วขมวด คนพวกนี้ ว่ายาก

4.มีนิสัยผูกโกรธ คือไม่ใช่โกรธธรรมดาแต่ใครทำให้โกรธหน่อยก็เก็บผูกติดเอาไว้ในใจเป็นปีๆเลย คนพวกนี้ยิ้มไม่ค่อยเป็น หน้าบึ้งทั้งวัน ใครเตือนเข้าหน่อยเหมือนจะแยกเขี้ยวเข้าไล่งับทีเดียว ไม่ยอมรับฟัง

5.มีความรังเกียจเหยียดหยามเพราะฤทธิ์โกรธ คือไม่ใช่แค่หน้าบึ้งเฉยๆ แต่พอโกรธ ใครเตือนทำให้ไม่พอใจแล้วก็แสดงอาการรังเกียจเหยียดหยามทันที เช่น กระทืบเท้าปังๆ กระแทกประตูโครมคราม สะบัดหน้าหนี ถ่มน้ำลาย ฯลฯ

6.คิดต่อว่าต่อขาน คือพอมีใครตักเตือนเข้าแล้ว ก็เกิดอาการคันปากยิบๆ ขอให้ได้ต่อปากต่อคำแล้วจึงจะสมใจ เช่น ไปวัดมีคนเตือนให้แต่งตัวให้เรียบร้อย ก็ตอบทันทีว่า"หนักหัวใคร" เป็นเสียอย่างนั้น ชอบพูดคำที่ทำให้ใกล้ต่อความโกรธ ไม่รับฟังคำแนะนำตักเตือน

7.คิดโต้แย้ง คือเมื่อมีผู้แนะนำตักเตือนให้เห็นข้อบกพร่องของตนแล้ว ก็รีบโต้แย้งแก้ตัวทันที เช่น ไปหาผู้ใหญ่แล้วแต่งตัวไม่เรียบร้อย พอมีคนเตือนเข้าก็แย้งทันทีว่า"ชอบแต่งตัวตามสบาย ไม่เสแสร้งแกล้งทำ" เป็นเสียอย่างนั้น

8.คิดตะเพิด คือไม่สงบปากสงบคำรับเอาคำแนะนำจากผู้หวังดี แต่กลับพูดจาระรานเขา เช่น "คุณนี้ วันๆดีแต่นั่งจับผิดชาวบ้านเขาหรือไง" ตะเพิดเขาส่งไปเลย

9.คิดย้อน คือนอกจากไม่ฟังแล้วยังพูดย้อนให้เขาเจ็บใจ เช่น "คุณไม่ต้องมาสอนฉันหรอกน่า ฉันรู้จักเอาตัวรอดได้ ไปสอนสามีคุณลูกคุณเถอะไป๊" พูดย้อนเขาได้แล้วจึงจะสะใจ

10.คิดกลบเกลื่อน คือพอมีใครพูดถึงข้อบกพร่องของตัวก็พูดกลบเกลื่อน เฉไฉออกไปเรื่องอื่น ไม่ยอมรับ กลัวเสียหน้า

11.คิดนอกเรื่อง คือเมื่อมีคนเตือนแล้ว กลับมองเจตนาเขาไปอีกแง่หนึ่ง ว่าเขาเตือนเพื่อหวังผลประโชชน์ กลายเป็นคนมองคนในแง่ร้าย จึงไม่ยอมรับฟัง

12.คิดปิดบังซ่อนเงื่อน คือเมื่อไปทำอะไรผิดมาแล้วไม่ยอมเปิดเผย จึงกลายเป็นคนมีชนักติดหลัง ใครพูดอะไรนิดหน่อยก็หวาดสะดุ้ง เกรงเขาจะรู้ความผิดของตัว จึงมีใจขุ่นอยู่เสมอ ไม่เป็นอันตั้งใจฟังอะไรได้ กลายเป็นคนว่ายากสอนยาก

13.คิดลบหลู่ตีเสมอ คือเป็นคนไม่มีความกตัญญู ใครทำความดีไว้กับตัว ก็พยายามลบหลู่ตีเสมอเหยียบย่ำเขาลงไป เพราะเกรงจะเสียเกียรติจะติดหนี้บุญคุณเขา

14.คิดริษยาเห็นแต่ตัวจัด คือเป็นคนใจแคบ ใครมาแนะนำอะไรก็รับไม่ได้ เกรงว่าเขาจะเหนือกว่าตัว เกรงว่าเขาจะดีกว่าตัว

15.มีนิสัยโอ้อวด ไปไหนๆ ก็คุยอวดว่าตัวดี ตัวเก่ง พอคุยอวดบ่อยๆเข้าก็จะเกิดความรู้สึกลึกๆในใจว่า ตัวเองเก่งแล้ว จึงไม่ยอมฟังคำเตือนของใคร

16.เป็นคนกระด้างมีมานะมาก เป็นคนชนิดคอกระด้าง คางแข็ง มีทิฏฐิ ใครมาแนะนำตักเตือนอะไรก็รับได้ยาก จะเกิดปฏิริยาต่อต้านขึ้นทันทีคอแข็งเชิดหน้า ใจปิดไม่ยอมรับฟัง

 

วิธีฝึกให้เป็นคนว่าง่าย เมื่อเราทราบแล้วว่าที่เราเป็นคนว่ายากก็เพราะนิสัยไม่ดีทั้ง 16 ประการ ดังได้กล่าวมาแล้ว ดังนั่นเพื่อจะให้เป็นคนว่าง่าย เราก็ต้องกำจัดนิสัยที่ไม่ดี ทั้ง 16 ประการนั้นให้ทุเลาเบาบางและหมดไปจากใจ ซึ่งทำได้ดังนี้

1.หมั่นนึกถึงโทษของความเป็นคนหัวดื้อว่ายาก ว่าทำให้ไม่สามารถรับเอาความดีจากใครๆได้ เหมือนคนเป็นอัมพาต แม้มีของดีรอบตัวก็หยิบเอามาใช้ไม่ได้ ถ้าหัวดื้อมากๆ ลงท้ายก็ไม่มีใครอยากสอนอยากเตือน ต้องโง่ทั้งชาติทำผิดเรื่อยไป

2.ฝึกให้เป็นคนมากด้วยความเคารพ มองคนในแง่ดี ใครมาแนะนำตักเตือนเราไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม นึกขอบคุณเขาในใจ เพราะแสดงว่าเขามีความปรารถนาดีต่อเราจึงได้มาเตือน ไม่ว่าเรื่องที่เตือนนั้นจะถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ก็ตามให้รับฟังไว้ก่อน ไม่ด่วนเถียงหรือนึกดูหมิ่นเหยียดหยามเขาหมั่นนึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า"ผู้ชี้โทษคือผู้ชี้ขุมทร้พย์ให้"

3.ฝึกการปวารณา คือ การออกปากยอมให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนไม่ว่าผู้นั้นจะมีอายุมากกว่า เท่ากัน หรือน้อยกว่าก็ตาม ตัวอย่างเช่น พระภิกษุมีวินัยอยู่ข้อหนึ่งว่า ในวันออกพรรษาให้มีการประชุมกันของพระภิกษุ ทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อย ในวันนั้นพระทุกรูปจะกล่าวคำปวารณากัน คืออนุญาตให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตัวเองได้ เรียกว่า วันมหาปวารณา หลักการนี้สามารถนำมาใช้กับคนทั่วไปได้ด้วย เช่น นำมาใช้ในหน่วยงานต่างๆ หรือในครอบครัวซึ่งเมื่อทำบ่อยๆแล้ว จะเกิดความเคยชิน เป็นนิสัย เป็นการฝึกให้เป็นคนว่าง่ายสอนง่าย

4.ต้องฝึกสมาธิให้มาก เพื่อให้ใจผ่องใส หนักแน่นสามารถตรองตามคำแนะนำสั่งสอนของผู้อื่น มีใจสงบเยือกเย็นพอที่จะพิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง และปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้

 

อานิสงค์การเป็นคนว่าง่าย

1.ทำให้้เป็นที่เมตตาอยากแนะนำพร่ำสอนของคนทั้งหลาย

2.ทำให้ได้รับโอวาท อนุสาสนี

3.ทำให้ได้ธรรมะอันเป็นที่พึ่งแก่ตน

4.ทำให้ละโทษทั้งปวงได้

5.ทำให้บรรลุคุณธรรมเบื้องสูงได้โดยง่าย

 

"บุคคลควรเห็นผู้มีปัญญา ที่คอยกล่าวคำขนาบชี้โทษของเราให้เป็นว่า เป็นดุจผู้ชี้บอกขุมทรัพย์ให้ ควรคบกับบัญฑิตที่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อคบแล้ว ย่อมมีแต่ดีฝ่ายเดียว ไม่มีเลวเลย"

 

*มงคลชีวิต ข้อที่๒๘

 
Top!
Top!